หลวงเพื่อน

posted on 12 Oct 2012 07:22 by azeiteet

หลวงเพื่อน

entry นี้ค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเสี่ยงต่อการโดนด่าครับ 

ช่วงเร็วๆมานี้ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนที่บวชเป็นพระมา 2 ปีกว่าครับ ถ้านับอายุพรรษาพระท่านก็ 3 พรรษา
Tip: พรรษาของภิกษุ มีการนับที่วันออกพรรษา การขึ้นพรรษาของพระนั้นนับขึ้นบวก1เมื่อวันออกพรรษา และต้องผ่านช่วงสามเดือนของเข้าและออกพรรษาด้วย ถึงจะนับ ฉะนั้นบวชหลังวันเข้าพรรษาก็จะไม่โดนนับพรรษาครับ

เพื่อนผมคนนี้ ผมจะขอเรียกว่าหลวงเพื่อนนะ
ผมกับหลวงเพื่อนนั้นถ้านับกันจริงๆก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ป.6
รู้จักกันนับสิบปีแล้วเราสนิทกันมาก คุยกันได้ทุกเรื่อง และรสนิยมการใช้ชีวิตเหมือนกัน คือโปรดปรานการเล่นเกมส์มาก 
เราทั้งคู่เล่นเกมส์มาทุกอย่าง Console, card game, game online เราก็เล่นด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็ก

นับตั้งแต่เพื่อนผมคนนี้บวชเป็นหลวงเพื่อน ก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน
นับได้ว่าผมได้เจอกับหลวงเพื่อนได้ปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากทำงาน5วัน และวัดค่อนข้างไกลจากบ้าน
เมื่อปีที่แล้ว ผมก็พอทราบมาว่า หลวงเพื่อนผมยังเล่นเกมส์ออนไลน์อยุ่ แถม psp อีก
คือมี laptopในกุฎิกันเลย เข้าเน็ต เล่นเน็ตได้เลยล่ะ 
ซึ่งแน่นอนผมค่อนข้างต่อต้าน เนื่องจากไม่คุ้นชินสมณะเพศที่มีและทำสิ่งเหล่านี้

ขึ้นปีที่2 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหลวงเพื่อนอีกครั้ง
ก็ได้รู้ว่าไม่นานมานี้ หลวงเพื่อนผมเริ่มเทศน์แล้วครับ เป็นพระที่อายุน้อยของวัดที่เริ่มเทศด้วยตนเองและโยมๆก็ชอบใจซะด้วย
เพราะท่านเทศเข้าใจง่าย ใช้ภาษาธรรมดา ไม่ต้องคิดอะไรให้ลึกถึงเข้าใจซึ่งตัวอย่างพระภิกษุที่เทศฟังง่ายสมัยนี้ก็เยอะนะ 

แต่มองไปรอบๆกุฎิ คราวนี้มี 
.
.
.

PS3 หรือ Playstation3 เพิ่มเข้ามา
ไม่แฮค ของแท้เน้นๆ พร้อมแผ่น
ถามไถ่พระท่านก็บอกว่า มีโยมมาถวายให้...(แปลกใจไหมละ)
 

ในใจผมว่าเหมือนยังละกิเลสไม่ได้
เราได้มีโอกาสคุยเรื่องนี้กับท่านครับ และนี่คือประเด็นที่จะพอสรุปได้

หลวงเพื่อนท่านสรุปไว้ว่า ไม่มีกฎว่าพระห้ามใช้เทคโนโลยี ทุกสิ่งที่ห้าม มันห้ามที่เจตนา
พระที่ไปเล่นแคมฟรอค ไปเล่นFBตะล่อมสาว อันนั้นผิดแน่นอนครับ เนื่องจากเจตนาผิด
ผมถามว่า เล่นเกมส์ละ ผิดไหม ในเมื่อพระยังห้ามดูละครเลย
พระอ้างว่า"ละครก็มีหลายแบบ ละครเพื่อสอน(แบบรายการฟ้ามีตาละมั้ง) กับละครเพื่อความสนุก(ดอกส้มทอง ไฟริษยา วี๊ดๆกรี๊ดๆ บลาๆ) เมื่อพระเล่นเกมส์และอ่านเนื้อเรื่องเกมส์ ก็ทำให้เข้าใจบทคำสอนมากขึ้น" //แต่อันนี้ผมไม่เข้าใจนะ การเล่มเกมส์มันก็เพื่อความสนุกส่วนหนึ่งนี่นา
เสริม : พระท่านก็เล่าอีกว่าในเกมส์ออนไลน์ มีพระเล่นก็เยอะ บางกลุ่มในเกมส์ก็จัดตั้งนั้น เป็นพระทั้งกลุ่มก็มี! (กิลพระ!)

หลวงเพื่อนผมถึงท่านจะละกิเลสไม่ได้หมด แต่ก็ดำรงในสมณะเพศที่มีเหตุผล และการรู้คุณ
ท่านบอกว่า เป็นพระน่ะ สบายจะตาย  เลือกที่จะอยู่เฉยๆก็อยู่ได้ งานก็ไม่ต้องทำ แค่สวดมนต์ กวาดวัด ข้าวปลาก็ฟรี แถมได้ปัจจัยมาง่ายๆ
 แต่ท่านก็เลือกที่ใช้การรู้คุณกตัญญูต่อญาติโยม ใช้การเทศน์สอนเป็นสิ่งตอบแทน
ในขณะที่พระบางรูปไม่คิดแบบนี้ และค่อนข้างเยอะ
พระบางรูปมาบวชเพราะสู้กับโลกข้างนอกไม่ไหว งานการไม่เจริญ เลี้ยงตัวเองไม่ได้ มักง่ายมาบวชเพราะคิดว่าข้าวฟรี ที่อยู่ฟรี 

ทุกวันนี้ จากที่ฟังท่าน ศาสนาเสื่อมไปมากครับ คงไม่เหมือน2555ปีที่แล้ว
หลวงเพื่อนเจอตัวอย่างพระที่แย่กว่าท่านมาเยอะในเวลาเพียงแค่2ปี พระเล่าว่า มีมากจริงๆ เป็นพระที่ดำรงผ้าเหลืองเพื่อหากิน ให้ได้มีข้าวมีน้ำกินเท่านั้นก็เยอะ
ตอนเช้าขับกระบะ ใส่ชุดคอสเพย์ผ้าเหลืองไปบิณบาตข้าวปลาปัจจัย เสร็จแล้วกลับมาถึงรถ เปลี่ยนเป็นจุดลำลอง มีสีกานั่งข้าง
พระบางรูป สวดขึ้นบ้านใหม่ ก็ตั้งมานั่งลุ้นซองปัจจัยว่าได้เท่าไหร่ เอาไปส่องไฟ ได้200ก็บ่นว่าได้น้อย

ซึ่งส่วนนี้ ผมเอามาคิดต่อว่า หากถึงพระรูปเหล่านั้นคิดจะสึกจริงๆ พอเป็นอุบาสกแล้ว จะทำมาหากินอะไร ในเมื่อบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม(ใจแตกตอนแก่)
ธรรมซึมไม่สำเร็จ อยากถอนตัว
สมมุติคิดว่าเป็นเรา เราก็ต้องมานั่งคิด ปสก.ทำงานก็ไม่มี สมัครงานที่ไหนใครจะรับ ชีวิตข้างนอกมันยาก บวชต่อแบบนี้ไม่มีทางเลือก
ไม่รู้ผิดที่ไหน ในเมื่อสังคมไม่ได้กำหนดทางเลือกให้ท่านเหล่านี้มากนัก

...ตอนนี้หลวงเพื่อนผมก็สอบผ่านเปรียญพระในขั้นสูงๆในอายุพรรษาน้อย  นับว่าเป็น Rokkie ของวัด (ฮ่าๆๆ)
และได้มีออกตจว.ไปปฎิบัติธรรมด้วย
สนใจเรื่องพระธรรมจริงๆ แถมชาวบ้านญาติโยมก็ชอบหลวงเพื่อนผมเพราะคุยง่าย โดยแต่เดิมพระท่านก็เป็นคนคุยสนุกและมนุษย์สัมพันธ์ดีมากอยู่ก่อนแล้ว

สรุปแล้ว การไปเยี่ยมพระครั้งนี้
ก็ความรู้สึกเดิมๆดีชั่วตีกันในหัว ว่าอะไรสิ่งผิด อะไรสิ่งถูก กับคนใกล้ตัวของผม
ผมไม่ได้มาบอกว่าหลวงเพื่อนผมเป้นพระที่ดี แต่ผมมองว่าทุกสิ่งต้องใช้เวลา
การละกิเลสทั้งปวงไม่ได้ละได้ทันที ต้องใช้เวลาปรับตัวทั้งนั้น
เพราะยังไง พระ ก็คือ มนุษย์ เป็นปถุชนธรรมดา มีอารมณ์และกิเลสมาก่อนทั้งนั้น
หลวงเพื่อนผมยังอยู่ในช่วงที่ยังละลิ่งที่เคยตัวมาไม่ได้จริง แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงพระหลายๆองค์แต่ทั้งนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำได้หรือไม่ได้ ผมก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงหรอก

เป็นมารศาสนาหรือไม่ ผมคงตอบไม่ได้
แต่เสื่อมศัทราไหม ก็มีบ้างครับ

บางครั้งต้องหันมาถามตัวเองบ้างว่าเราศรัทธากับอะไรกันแน่เป็นรูปร่างที่จับต้องได้ หรือสิ่งไหนที่ไม่เป็นรูปธรรม 
ผมมองว่า พระสงฆ์องค์เจ้า เทวรูป พระห้อยคอ ไม่ได้เอาไว้ไล่ผีแต่เป็นแค่ตัวแทนไว้ "ระลึก" ถึงคำสอน
หากว่ากันถึงรูปแบบธรรมเนียมต่างๆย่อมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย รูปร่างคนที่เป็นจับต้องได้และตายตัว ผ่านไปพันปี ร่างกายยังวิวัฒนาการเปลี่ยนไปเลย
และยิ่งขนบธรรมเนียม ที่สมัยนี้โครตจะผสมมั่วซั่วไปหมด ก็ควรปรับเปลี่ยนให้เข้ายุค หรือ "Suitable" บ้าง
ไม่แน่ถ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังอยู่ในปีพ.ศ.นี้ กฏคงไม่ได้มีแค่ 227 ข้อคงมี...
ห้ามพระสงฆ์ใช้social networkคุยพบปะสีกาในทางชู้สาว
ห้ามพระสงค์ใช้ E-Commerce เนื่องจากสบายไป
หรือสมัยนี้เก้งกวางก็บวช ก็คงมี ห้ามพระสงค์คุยพบปะชายหนุ่มในทางชู้สาว (ฮ่าๆๆ)

แต่อย่างไรแล้ว ศาสนาพุทธ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าฉะนั้นแค่ศรัทธาคำสอนเรื่องเหตุและผล ก็เพียงพอสำหรับศาสนาพุทธแล้ว
 
/* สาระมาก entry นี้ และขอโทษที่ไม่มีรูปประกอบครับ */


edit @ 15 Oct 2012 10:52:13 by Azeiteet

Comment

Comment:

Tweet

มีตอนต่อแล้วนะครับ ติดตามได้

#3 By Azeiteet on 2012-10-19 10:09

เป็นความคิดอีกแบบ ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นนะครับ(ไม่เหมือนข่าว)
ว่างๆ คุยติดต่อหลวงเพื่อนองค์นั้นหน่อย จะได้ลงข้อมูลในนี้เยอะๆ (เผื่อมีคนสนใจอยากจะอ่านต่อๆ) กันนะครับ

#2 By Arji (103.7.57.18|115.87.218.169) on 2012-10-19 00:28

Hot! Hot! Hot!

#1 By aaax on 2012-10-12 08:56